แกะรอยการศึกษาภาคอีสาน : การจัดการศึกษารูปแบบใหม่

สุกรี แวมูซอ
รองผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดปัตตานี

ผู้เขียนได้มีโอกาสไปทัศนศึกษาในภาคอีสานตอนล่าง ในโครงการหลักสูตรผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษารุ่นที่ 3 (LEC3) ไปดูโรงเรียนที่มีการจัดการศึกษาที่เน้นทักษะชีวิตเพื่อให้เข้ากับการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ก็เลยขอร่วมเสนอความคิดเห็นในบางส่วนของการจัดการศึกษาไทยบ้าง

ขอเริ่มที่โรงเรียนบ้านปะทาย อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีษะเกษ เป็นโรงเรียนที่จัดการศึกษาโดยใช้ 3 นวัตกรรม กล่าวคือ ใช้หลักจิตศึกษา PLC และ PBL ในความคิดผู้เขียนนั้นโรงเรียนนี้ พัฒนาการจัดการเรียนการสอนมาจากโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จังหวัดบุรีรัมย์ ที่เป็นต้นแบบของโรงเรียนสุขภาวะเข้มข้นมาเป็นโรงเรียนสุขภาวะตามแบบฉบับของตัวเอง คือ หลักการเหมือนกันแต่วิธีการต่างกัน

จิตศึกษาเป็นอย่างไรเป็นหลักการสร้างจิตและสมาธิก่อนทำกิจกรรมการเรียน โดยจะใช้ช่วงก่อนเรียนฝึกให้จิตสงบมีสมาธิในการเรียน PLC (Professional Learning Community) อาจเป็นคำใหม่สำหรับหลาย ๆ คนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ แปลแล้วก็ยังเข้าใจยากอยู่ดี คือวิธีการร่วมคิดร่วมทำร่วมแก้ปัญหาของครูและผู้บริหารโรงเรียนในการจัดการเรียนการสอนแก่นักเรียนจะใช้ช่วงใดก็ได้ที่ทุกคนสะดวกมาร่วมคุยกัน ที่โรงเรียนนี้ใช้วันพุธคาบสุดท้ายมาคุยกันทุกเรื่องร่วมกัน มีเงื่อนไขว่า ต้องไม่ว่า ดุ ด่ากันแต่ให้เล่าเรื่องที่เป็นทั้งปัญหาและความภูมิใจที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ผ่านมา ทุกคนได้พูดได้ฟังเพื่อนอย่างตั้งใจ และทุกคนช่วยกันเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหาร่วมกันที่โรงเรียนนี้ จะใช้เวลานี้แหละเป็นเวลาแห่งการนิเทศติดตามการทำงานของครูไปด้วยเป็นการนิเทศติดตามแบบกัลยาณมิตรจริง ๆ และหลักสุดท้าย คือ PBL (Problem Base Learning) น่าจะคุ้นหูทุกคนแล้ว แต่ที่นี่เป็นการนำ PBL ไปในการ บูรณาการการสอน 7 สาระวิชา ในรูปการทำโครงงาน เรียนรู้เป็นกลุ่มและเดี่ยว

จากหลัก 3 หลักนี้ นำไปจัดตารางเรียนในแต่ละวันตั้งแต่เช้าถึงเย็นเป็นลำดับ คือ 1) เข้าแถวไม่เกิน 10 นาทีกล่าวถึงความดีที่เกิดขึ้นในโรงเรียนและชุมชนใช้เวลาไม่มาก ไม่มีระฆังเรียก พูดเบา ๆ ไม่ตะโกนใส่กันหน้าแถว ไม่นำความทุกข์ของนักเรียนมาพูด (ไม่เหมือนผู้บริหารโรงเรียนในประเทศสารขัณฑ์ที่ชอบว่านักเรียนไม่ดี ที่ไม่รู้อยู่ที่ไหน ต่อหน้านักเรียนดีที่ชอบเข้าแถว) 2) หลังจากนั้นนักเรียนจะทำกิจกรรมจิตอาสาด้วยการทำความสะอาดโรงเรียนตามจุดต่าง ๆ 3) เข้าห้องเรียนนั่งล้อมวงทำจิตศึกษา (ฝึกจิตและสมาธิ) 4) เรียนคณิตศาสตร์ขั้นสูง คือกำหนดสถานการณ์ คิดแก้ปัญหา นำเสนอแนวคิดแก่ทุกคนในห้องเรียน 5) เรียนภาษาไทยผ่านวรรณกรรม 6) เรียนภาษาอังกฤษผ่านแอพลิเคชั่น (Phonic Application) เทียบเสียงภาษาอังกฤษ – ไทย ผู้เขียนไปพบครูมีไอแพ็ดใช้งานร่วมกับโทรทัศน์ด้วย 7) ช่วงบ่ายเรียน PBL บูรณาการ 7 สาระ ใช้กระบวนการ คือ สร้างแรงบันดาลใจ ทำ Mind Map ก่อนเรียน ใช้ ActiveLearning และสรุปองค์ความรู้ (เยอะนะครับ แต่ครูโรงเรียนนี้ เขาทำได้จริง ๆ) สุดท้าย 8) ทำ AAR (After Action Review) คือ ทบทวนความรู้นั่นเอง

ตารางเรียนบางวันก็มีครบ 8 อย่างนี้บางวันสลับกัน บางวันมีพลศึกษา และอื่น ๆ ตามความเหมาะสม บุคลากรที่นี่รักโรงเรียนสังเกตว่า ห้าโมงเย็นแล้วก็ยังไม่กลับกันเลย (เหตุเป็นเราไปเยี่ยมหรือเปล่า) และพบอีกอย่างคือหน้าห้องเรียนเป็นลาน มีหลังคาทอดยาว ทุกคนมาทำกิจกรรมร่วมกันได้ เช่น ทานอาหารเที่ยงร่วมกัน ทำโครงงานร่วมกัน เป็นที่พักเหนื่อยของครูด้วยครับ และอื่น ๆ อีกมากมาย สิ่งที่ได้พบจากโรงเรียนนี้ คือนักเรียนมีความสุขในการเรียนตามอัตภาพแต่ละคน ครูมีความรักในองค์กรตนเองเหมือนเป็นเจ้าของโรงเรียน และชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาในหลากหลายวิธีการ  ผู้อำนวยการโรงเรียนเล่าว่า เป้าหมายของการสอนคือ การทำให้เกิดความงอกงามในตัวเด็ก ดังนั้น การศึกษาจะไม่ใช้ทางลัดแต่จะพัฒนาตัวเองไปตามศักยภาพครูและผู้บริหารจึงต้องพัฒนาการสอนและการบริหารของตนเองอยู่เสมอ และแนะนำว่า อยากรู้เพิ่มเติมช่วยคลิกที่ www.facebook.com/pg/bhanpartyschool ด้วยครับ

สิ่งที่เป็นข้อคิดที่ควรนำมาใช้ในการพัฒนาองค์กร คือการทำจิตฝึกสมาธิก่อนการทำงาน ฝึกจิตให้นิ่งไม่โกรธง่าย มีสมาธิในการทำงานได้ดีและอีกอย่างหนึ่ง คือ การทำ PLC ในสัปดาห์ละหนึ่งครั้งเป็นอย่างน้อย นั่งล้อมวงคุยถึงความภูมิใจและปัญหาในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ร่วมกันฟังเพื่อนอย่างตั้งใจเชื่อว่า เราจะพบว่าองค์กรเรามีสิ่งดี ๆ ให้เราได้เล่าสู่กันฟังได้มากมายไม่น้อยกว่าองค์กรอื่น ๆ เลยละครับ

การเข้าชม 345 ครั้ง

X